:: สำนักงานเทศบาลเมืองชะอำ 31 ถ.นราธิป ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ. เพชรบุรี 76120 โทร. 0-3247-1124 [ Call Center 1132] ::
ข่าวประชาสัมพันธ์
คู่มือประชาชน
ประกาศจัดซื้อ จัดจ้าง
กิจกรรม
ร้องทุกข์
ผลิตภัณฑ์ชุมชน
ความรู้ / บทความ
ลิ้งค์น่าสนใจ
รายงานการประชุมสภา
 
ข้อมูลพื้นฐาน
ชุมชนในเขตเทศบาล
โรงเรียนในสังกัด
จำนวนประชากร
สถานที่น่าสนใจ
สถานที่ราชการควรรู้
 
เพลง ท่องเที่ยวชะอำ

 
วารสาร
สมุดเยี่ยม
 
ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองชะอำ  
ชุมชนหัวบ้านชะอำ  



ประวัติความเป็นมาของชุมชน
         หัวบ้านชะอำเป็นชุมชนที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเทศบาลเมืองชะอำ มีอาณาเขตทิศเหนือจรดกับชุมชนบ้านใหญ่ชะอำ ทิศใต้จรดกับชุมชนบ่อแขมด้านเหนือ ทิศตะวันออกจรดกับทางรถไฟ(ตลาดชะอำ) และชุมชนบ้านหนองแจง และทิศตะวันตกติดกับบ้านหนองยาว ตำบลเขาใหญ่
         ในอดีตบริเวณที่ตั้งชุมชนหัวบ้านชะอำ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ทางบริเวณทิศตะวันตกของทางรถไฟทั้งหมด เรียกรวม ๆ กันว่าเป็นหมู่บ้านชะอำ ในสมัยที่อำเภอชะอำยังมีการปกครองด้วยผู้ใหญ่บ้านและกำนันอยู่ ในบริเวณบ้านชะอำนี้ มีจำนวน 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 5 เรียกว่า บ้านล่าง (เป็นชุมชนบ้านใหญ่ในปัจจุบัน) มีนายเทพ เป็นผู้ใหญ่บ้าน  และหมู่ที่ 6 เรียกว่า บ้านบน  (เป็นชุมชนหัวบ้านชะอำในปัจจุบัน) มีนายไกร เป็นผู้ใหญ่บ้าน ในบริเวณหมู่บ้านชะอำนี้ จะแบ่งเป็นหมู่บ้านย่อยเป็น 3 หมู่บ้านโดยเรียกต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน คือ บ้านใหญ่ชะอำ บ้านกลาง และหัวบ้านชะอำที่เป็นที่ตั้งของชุมชนในปัจจุบัน ประชาชนจึงเรียกขานกันว่า “ชุมชนหัวบ้านชะอำ” จนถึงปัจจุบัน
         ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากหมู่บ้าน ตำบล ตำบลชะอำได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลชะอำ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2480 จากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้มีการจัดตั้งชุมชนย่อยเพื่อพัฒนาเทศบาลและสุขาภิบาล ตามแผนมหาดไทยแม่บท (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2530-2534 ขึ้นเพื่อรวมตัวกันในการมีส่วนร่วม และมีบทบาทในการป้องกัน แก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยการบริหารงานของ นายอเนก พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีตำบลชะอำ โดยจัดตั้งชุมชนที่อยู่ทางทิศตะวันตกของทางรถไฟทั้งหมดเป็นชุมชนบ้านชะอำ ขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2531 แต่เนื่องจากชุมชนบ้านชะอำ มีอาณาเขตกว้างขวาง มีจำนวนประชากรในชุมชนจำนวนมากจึงมีการแยกจัดตั้งขึ้นเป็นชุมชนใหม่ จำนวน 2 ชุมชน คือชุมชนหัวบ้านชะอำ จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 และชุมชนบ้านใหญ่ชะอำ 10 กรกฎาคม 2540
         ในปัจจุบันชุมชนหัวบ้านชะอำ ประกอบด้วย  6 หมู่บ้านย่อย  คือ 1. หมู่บ้านหัวบ้านชะอำ       2. หมู่บ้านกลาง  3. หมู่บ้านในดอน 4. หมู่บ้านบ่อตาลักษณ์ 5. หมู่บ้านหนองงู 6. หมู่บ้านหนองตาขั่ว โดยเรียกตามพื้นที่ในการก่อสร้างบ้านเรือน

ลักษณะเด่นของชุมชน
         ประชาชนในชุมชนหัวบ้านชะอำเป็นชุมชนที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์) บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของชุมชน มีคลองชลประทานไหลผ่านเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม ถือเป็นอาชีพหลักของชุมชน มีบริเวณทุ่งนาที่ประชาชนในชุมชนใช้ในการทำนา ทำไร่ คือ ทุ่งนาบ่อตาลักษณ์ ทุ่งนาหนองตาขั่ว ทุ่งนาหนองอีล้า ทุ่งน้าหนองตามิง
         ความผูกพันของคนในชุมชนมีมาก โดยมีลักษณะเป็นครอบครัวแบบเครือญาติ ประชาชนในชุมชนรู้จักกันเกือบทั้งหมด โดยความสามัคคีของประชาชนในชุมชน ที่ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมจัดให้มีการทอดผ้าป่าสำหรับชมรมผู้สูงอายุชุมชน เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 40 คน จัดมอบของที่ระลึกในเนื่องวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ (สำหรับผู้สูงอายุหญิง)  และวันที่ 5 ธันวาคม วันพ่อแห่งชาติ(สำหรับผู้สูงอายุชาย) โดยมีศาลาหัวบ้านเป็นที่ศูนย์กลางของการจัดกิจกรรม ซึ่งศาลานี้ได้จัดสร้างขึ้นโดย หลวงพ่อยี้ด ในขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่วัดชะอำคีรี และประชาชนในหมู่บ้าน  ต่อมาได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมมาจนถึงปัจจุบันนี้      มีอายุประมาณ 78 ปี 
         ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งยังมีประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เช่นกิจกรรมการฟังเทศน์จากพระวัดชะอำ โดยนิมนต์พระจากวัดชะอำคีรี ในทุกวันพระ จัดกิจกรรม ณ ศาลาหัวบ้านชะอำ ในระหว่างการเข้าพรรษา,  การทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา เช่น งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ และประเพณีวันสำคัญ เช่นวันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา งานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า และประเพณีสลากข้าวเปลือก(การทำบุญขวัญข้าว) เป็นประเพณีที่นำเข้ามาโดยหลวงพ่อวัดหนองตาแต้ม อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งวัดชะอำคีรีได้กระทำกันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
         ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ บริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของชุมชน มีคลองชลประทานไหลผ่านเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม ถือเป็นอาชีพหลักของชุมชน มีบริเวณ ทุ่งนาที่ประชาชนในชุมชนใช้ในการทำนา ทำไร่ คือ ทุ่งนาบ่อตาลักษณ์ ทุ่งนาหนองตาขั่ว ทุ่งนาหนองอีล้า ทุ่งน้าหนองตามิง ซึ่งเป็นพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดของเทศบาล จากอาชีพดังกล่าว ทำให้ชุมชนหัวบ้านชะอำ และชุมชนใกล้เคียงมีประเพณีที่จัดขึ้นประจำทุกปี คือ “การทำขวัญข้าว หรือพิธีเรียบมิ่งอิงขวัญพระแม่โพสพ” เพื่อสอนให้คนได้รู้จักบุญคุณของข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ตามความเชื่อของคนสมัยก่อนมักที่จะสอนให้ลูกหลานได้นับถือพระแม่โพสพ โดยมีประวัติย่อๆ ตามคำบอกเล่าของท่าน ประธานคณะกรรมการชุมชน นายยิน เรืองสว่าง เดิมพระแม่โพสพเป็นนางฟ้าที่กำลังจะหมดบุญไม่สามารถที่จะเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ต่อไปได้ จะต้องมาจุติเป็นมนุษย์ แต่พระนางมีจิตใจที่เป็นกุศล จึงได้อธิฐานขอเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ ในขณะที่เป็นลำแสงลงมาจุติเป็นมนุษย์นั้น มีฤาษีตาไฟผู้บำเพ็ญอยู่ในป่า เกิดความรู้สึกว่ามีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้ท่านอยากรู้ พอท่านลืมตาดูทุกอย่างถูกไฟไหม้หมดด้วยความอยากรู้จึงได้เสกลำแสงขึ้นมา กลายเป็นเมล็ดข้าวขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเมล็ดข้าวที่เสกขึ้นมานั้น มีวัตถุประสงค์อย่างไร จึงได้เสกเมล็ดข้าวอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นพระแม่โพสพองค์ที่มาจุตินั้นเอง พระนางได้เล่าถึงความตั้งใจของนางให้ฤาษีฟังว่า นางตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์จึงขอเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ ด้วยเมล็ดข้าวที่เสกมาในครั้งแรกนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช้ประโยชน์ได้ ฤาษีจึงได้เสกเมล็ดข้าวดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเป็นเมล็ดธัญพืชที่มีขนาดเล็ก โรยไปทั่วๆ พื้นดินจนกระทั้งกลายมาเป็นอาหารของมนุษย์ของเรานี้เอง เราไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนไทยจึงนับถือพระแม่โพสพ
         และคนสมัยก่อนยังสอนให้ลูกๆ หลานๆ ว่าการกินข้าวให้มีความระมัดระวัง มิให้ตกหล่น กินกันอย่างเรียบร้อย และหากเหลือมิให้ทิ้งขว้างโดยเด็ดขาด ซึ่งจะเห็นได้จากความศรัทธาและภูมิปัญญาของชาวชะอำมีต่อพระแม่โพสพ โดยมีการสร้างอนุสาวรีย์พระแม่โพสพขึ้น(ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณถนนวงเวียนหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชะอำ)  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของเมืองชะอำ ในสมัยของ นายอุ๋ย  เนียมเงิน เป็นปลัดเทศบาล และนายผาด  จุลโยธิน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลชะอำ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) โปรดเกล้าฯ ยกฐานะตำบลชะอำ เป็นเทศบาลตำบลชะอำเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2480 สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
         ในประเพณีการทำขวัญข้าวนั้น จัดขึ้นในวันศุกร์ข้างขึ้นของเดือน 4 (ของไทย) ทุกปี เนื่องจากเสร็จสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวของประชาชนในชุมชนแล้ว ทุกคนจะพร้อมใจกันนำข้าวเปลือกใส่ขันหรือภาชนะเล็กๆ เพื่อนำข้าวมาทำขวัญข้าว เพราะความเชื่อของชาวบ้านจะเชื่อว่าในระหว่างที่เก็บเกี่ยวข้าวอยู่นั้น ขวัญของข้าว หรือชาวบ้านเรียกกันว่า “พระแม่โพสพ” จะกระเจิดกระเจิงไป และเมื่อประกอบพิธีเสร็จขวัญของข้าวจะกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนเช่นเดิม จะช่วยให้ผลผลิตของข้าวในปีต่อ ๆ ไปเพิ่มพูนขึ้น ในระหว่างการประกอบพิธีนั้นจะกระทำกันใน 1 คืน และ 1 วัน โดยมีขั้นตอนการทำพิธี คือ
         1. พิธีรับขวัญข้าว และพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จะกระทำในช่วงตอนเย็น โดยในพิธีจะจัดเตรียมรูปที่มีลักษณะคล้ายกับพระแม่โพสพ พร้อมอาหารเซ่นไหว้ ประกอบด้วย กล้วย อ้อย ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง บายศรีปากชาม และในพิธีจะจัดเตรียมบายศรี 9 ชั้นซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบายศรีงานบวชนั่นเอง  ชาวบ้านที่มีอาชีพทำนาจะนำข้าวใส่ขันหรือภาชนะเล็กๆ พร้อมด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และธงสามเหลี่ยมปักลงในข้าว และนำมารวมกันที่ศาลาหัวบ้านชะอำ จากนั้นจะเริ่มพิธีโดยการเล่าประวัติความเป็นมาของพระแม่โพสพ และนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์
         2. พิธีทำบุญฉันท์เช้า จะทำพิธีในช่วงเช้า โดยชาวบ้านจะนำอาหารคาวหวานมาร่วมทำบุญ ณ ศาลาหัวบ้านชะอำ พระสงฆ์จะสวดชญันโต และพรมน้ำมนต์ให้กับข้าวเปลือกที่ชาวบ้านได้นำมา และชาวบ้านที่มาร่วมในพิธี
         3. พิธีถวายสลากข้าวเปลือก โดยชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกอีกส่วนหนึ่งที่ตั้งใจนำมาถวายทำบุญให้กับวัด ซึ่งจะนำมาทำบุญกันตามกำลังศรัทธาของแต่ละคน
         นอกจากพิธีการทำขวัญข้าวหรือพิธีเรียบมิ่งขวัญพระแม่โพสพแล้ว ในสมัยก่อนยังมีประเพณีการทำบุญรับขวัญท้องข้าว ซึ่งเดิมการทำนาของชาวชะอำนั้น จะทำปีละหนึ่งครั้ง เรียกกันว่า “การทำนาปี” ทำให้ชาวนามีความใส่ใจกับทุก ๆ รายละเอียด และผสมผสานความเชื่อที่สืบทอดกันมาได้อย่างลงตัว ในการทำบุญรับขวัญท้องข้าวนั้น เป็นการทำบุญในช่วงที่ข้าวตั้งท้องพร้อมที่จะออกรวง เพื่อเป็นการสักการะพระแม่โพสพให้ข้าวออกรวง และได้ข้าวเพิ่มพูนขึ้น โดยการนำเครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย กล้วย อ้อย มันต้ม เผือกต้ม ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง ดอกไม้ ธูป เทียน น้ำสะอาด นำไปทำพิธีบริเวณคันนาในทุ่งนาของตนเอง 
         และอีกประเพณีหนึ่ง คือ ประเพณีการทำบุญลานข้าว กระทำในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ตามความเชื่อแล้วมีการบูชาเทวดาทั้ง 8 ทิศ โดยเริ่มในวันเสาร์ถือเป็นวันแรกของการเกี่ยวข้าว ส่วนวันจันทร์นั้นจะเริ่มการถากลาน โดยหันไปทางทิศทักษิณ (ทิศใต้) เพื่อให้ดินและตอข้าวออกให้หมด ปรับหน้าดินให้เรียบนำเสาไม้ยาวประมาณ 2 วา สลักให้มีปลายแหลมด้านบนเรียกว่า “เสาเกียด” ปักไว้กลางลานนำบายศรี ดอกไม้ ด้ายแดงขาว มัดปลายเสาเกียดที่รอบเสาจะนำมูลวัวควายผสมน้ำ เทยาไปทั่วลานด้วยไม้กวาดเรียกว่า “การยาลาน” ตากแดดไว้หนึ่งวันจนแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ดิน ฝุ่นฟุ้งกลบเมล็ดข้าวเวลานวด หลังจากยาลานจึงนำฟ้อนข้าววางเรียงโดยรอบเสาเกียด ช่วงเวลานี้ชาวนาอาจทำบุญลานข้าว โดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญตักบาตรที่ลานข้าวเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนการนวดข้าว สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการนวดข้าวโดยวางฟ้อนข้าวซ้อนกันเป็นชั้นๆ ให้รวงข้าวตั้งขึ้น ตัดตอกเพื่อให้ข้าวร่วงทั่วถึงเมื่อวัวเหยียบ เพื่อนวดข้าวให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง นำวัวหลาย ๆ ตัวมาผูกต่อเป็นพวงแล้วนำไปคล้องไว้กับเสาเกียดย่ำให้ข้าวหลุดจากรวง (เป็นที่มาของการเล่นวัวลานในปัจจุบัน) จากนั้นใช้ขอคันฉาย และคราดไม้โหย่ง(เขี่ย)ฟางออก ใช้ไม้คราดรำพรวนที่ทำจากหนามไม้ไผ่กวาดซ้ำ นำคราดไม้คราดเศษฟางเล็กๆ ออกแล้วนำกะทากวาดเมล็ดข้าวให้มารวมกัน ใช้พลั่วตักข้าวสาดสูงขึ้นโดยใช้วีพัดให้เกิดกระแสลมจะพัดเอาเศษฟางแยกออกจากเมล็ดข้าว หรือชาวนาใช้สีฝัดเพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากฟางก็ได้ เสร็จสิ้นกระบวนการแล้วจะได้ข้าวเปลือกนำไปเก็บตามยุ้งฉางของตนโดยจุดธูปบอกพระแม่โพสพ
         แต่เป็นที่น่าเสียดายในปัจจุบันที่ประเพณีการรับท้องข้าว  และประเพณีการทำบุญลานข้าวนั้น มิได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เหลือไว้เพียงความทรงจำกับคนชราในสมัยก่อน
         ในปัจจุบันได้มีการนำการละเล่นพื้นบ้านของชาวเพชรบุรี ที่เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น คือ การเห่เรือบกชุมชนหัวบ้าน นำโดย คุณยายฉลวย งามคล้าย   และนางอิง  มาทอง เป็นผู้ฝึกซ้อม ได้รับความอนุเคราะห์เครื่องดนตรีจากท่าน สท.ขจาย เรืองสว่าง  ในปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมานั้น ชุมชนหัวบ้านชะอำได้รับเกียรติจากสำนักงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรีให้ นำการเห่เรือบกของชุมชน เข้าร่วมแสดงบนลานวัฒนธรรม งานพระนครคีรี-เมืองเพชร ประจำปี 2549 ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมแสดงจำนวน 25 คน อีกทั้งเข้าร่วมการแสดงงานประเพณีของชุมชน ตำบล และอำเภอชะอำเป็นประจำทุกปี  ลักษณะของเนื้อเพลงที่แต่งขึ้นเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน โดยเอาเนื้อร้องและทำนองมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับท่าทางของฝีพายขณะเดินเห่   ผู้เล่นมีทั้งชายหญิงซึ่งเป็นทั้งฝีพายและลูกคู่  เนื้อความที่ใช้เห่เรือบกจะเริ่มด้วย 
         1.    บทไหว้ครู 
         2.    บทเกริ่น 
         3.    บทเกี้ยวพาราสี 
         4.    บทชมนกชมไม้
อย่างเช่น   เพลงเรือ
             ลูกจะไหว้พระพุทธ    บริสุทธิ์เลิศล้ำ
         ลูกจะไหว้พระธรรม    ด้วยความจำนง
         ลูกจะไหว้พระสงฆ์    เป็นองค์ประเสริฐ ให้มาเปิดสมอง
         ลูกจะคิดสิ่งใด    ขอให้แคล่วคล่อง
         ทั้งท่วงทำนอง    เสนาะเพราะพัง
    (สร้อย)  เอ้า  สาระพา เอ้า  เฮระโร ๆ เฮโร เฮรา  สาระพา เฮไร (ซ้ำ)

         อีกทั้งชุมชนหัวบ้านชะอำยังสืบสานประเพณีการเล่นวัวลานของชาวเพชรบุรี โดยเฉพาะพื้นฐานของอาชีพของชาวชุมชนหัวบ้านแล้ว มีการเลี้ยงวัวจำนวนมาก และมีลานเอนกประสงค์ประจำชุมชนที่ยังมีกิจกรรมการเล่นวัวลานสืบเนื่องมาตลอด โดยจะจัดให้มีกิจกรรมการซ้อมวัวลาน ชาวบ้านจะเรียกกันวัน “การซ้อมวัวเล็ก” ซึ่งผู้เล่นจะนำวัวที่ตนเป็นเจ้าของนำมาซ้อมวิ่งวัวลาน เป็นประจำทุกๆ วันศุกร์ เพื่อฝึกให้วัวของตนมีความคุ้นเคยกันสนาม และการวิ่ง เพื่อในอนาคตจะต้องจำเข้าร่วมการแข่งขันการวิ่งวัวลาน วัวใหญ่ต่อไป และในหนึ่งปีชาวชุมชนหัวบ้านชะอำจะพร้อมใจกันจัดการเล่นวัวลานสนามใหญ่จำนวน 1 ครั้ง ซึ่งจะมีวัวจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดข้างเคียงมาร่วมงานกันอย่างมากมาย โดยจะจัดให้มีการเล่นวัวลาน ประมาณเดือนธันวาคมของทุกปี ทำให้ผู้เล่นทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ภายในชุมชนจะเตรียมตัวกันอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งในกิจกรรมการเล่นวันลานนี้เองยังเป็นตลาดกลางการซื้อขายวัวอีกด้วย ซึ่งผู้เล่นจะมีความชำนาญในการดูวัวที่มีลักษณะดี

         “ชุมชนหัวบ้านชะอำ” ถือว่าเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบท ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี รูปแบบกิจกรรม ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำอาชีพเกษตรกรรมของชาวชะอำ และเป็นการรวบรวมภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของชุมชน ที่มีการสืบถือปฏิบัติกันมาต่อเนื่องประจำทุกปี ด้วยความร่วมมือของประชาชน ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง  และในปัจจุบันชุมชนหัวบ้านชะอำยังเป็นแกนนำในการส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการจัดทำปุ๋ย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อการผลิตอาหารเกษตรปลอดภัยจากสารเคมี นำโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทำนา ชุมชนบ้านชะอำ สามารถให้คำแนะนำในเรื่องการทำปุ๋ย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี
         และเป็นชุมชนที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนทุกเพศ ทุกวัยในชุมชน อีกทั้งมีความได้เปรียบในเรื่องของสถานที่ด้านการออกกำลังกาย มีสนามกีฬาที่เป็นที่สาธารณะประโยชน์ของเทศบาล   การกระจายข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้กับชุมชนทราบ ผ่านระบบกระจายเสียงชุมชน ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารการดำเนินงานหอกระจายข่าวประจำชุมชนหัวบ้านชะอำดูแล


รวบรวมข้อมูลโดย นางสาวมาลัย  การินตา หัวหน้างานพัฒนาชุมชน กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 032-471665 โทรสาร 032-471665

ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลของชุมชนหัวบ้านชะอำ
1.นายยิน  เรืองสว่าง ประธานกรรมการชุมชนหัวบ้านชะอำ
2. นายศรีสว่าง  เกตุสุริยวงศ์ รองประธานกรรมการ
3. นายประธาน  เรืองสว่าง  รองประธานกรรมการ
4. นายหงวน  เนียมทอง   
5. นางเบือน แก้วทอง   

 
จังหวัดเพชรบุรี
 
15th ASEAN Summit
 
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
 
ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
 
1111
 
E Citizen
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

เริ่มใช้วันที่ 28/3/2551
สำนักงานเทศบาลเมืองชะอำ 31 ถ.นราธิป ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ. เพชรบุรี 76120
Design and Develop by Bangkok idea design